ระหว่างตั้งครรภ์ทำได้ไหม? ไขข้อข้องใจเรื่อง NIPT และการตรวจดีเอ็นเอพ่อลูก
หลายคนที่กำลังตั้งครรภ์แล้วมีคำถามค้างในใจเรื่องความเป็นพ่อของลูก มักไม่รู้จะเริ่มหาคำตอบจากไหน บางคนกลัวว่าการตรวจจะเป็นอันตรายต่อลูกในท้อง บางคนสงสัยว่าต้องรอให้คลอดก่อนหรือเปล่า
ความจริงคือ คุณไม่ต้องรอ และไม่ต้องเสี่ยงกับวิธีที่รุกล้ำเข้าไปในถุงน้ำคร่ำแบบเดิมอีกแล้ว เทคโนโลยีตอนนี้ก้าวไปถึงจุดที่สามารถตรวจได้จากเลือดแม่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องเจาะเข้าไปหาทารกโดยตรง
บทความนี้จะอธิบายให้ชัดว่าการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดาระหว่างตั้งครรภ์ทำงานอย่างไร แตกต่างจาก NIPT ที่หลายคนคุ้นเคยในเรื่องการตรวจดาวน์ซินโดรมตรงไหน และคุณควรรู้อะไรก่อนตัดสินใจตรวจ
ตรวจความเป็นบิดาระหว่างตั้งครรภ์ ทำได้จริงหรือไม่
คำตอบสั้นๆ คือ ได้ และทำได้อย่างปลอดภัยด้วย
เทคนิคที่ใช้เรียกว่า Non-Invasive Prenatal Paternity Test หรือบางแห่งเรียกสั้นๆ ว่า NIPP อาศัยหลักการเดียวกับ NIPT ตรงที่ใช้เลือดของแม่เป็นตัวกลาง แต่เป้าหมายของการตรวจต่างกันโดยสิ้นเชิง
หลักการทางวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการตรวจ
ในระหว่างตั้งครรภ์ รกจะปล่อยเซลล์ดีเอ็นเอของทารกออกมาปนอยู่ในกระแสเลือดของแม่ นักวิทยาศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า cell-free fetal DNA หรือ cffDNA
เมื่อนำเลือดแม่มาสกัดแยกดีเอ็นเอส่วนนี้ออกมา แล้วเทียบกับดีเอ็นเอของชายที่สงสัยว่าเป็นพ่อ (ผ่านการเก็บตัวอย่างจากกระพุ้งแก้มหรือเลือด) ห้องแล็บจะสามารถวิเคราะห์ตำแหน่งพันธุกรรมหลายร้อยตำแหน่งเพื่อสรุปว่าตรงกันหรือไม่
วิธีนี้ไม่ต้องเจาะน้ำคร่ำ ไม่ต้องเจาะรก จึงไม่มีความเสี่ยงแท้งหรือเสี่ยงต่อทารกเลย ต่างจากวิธี Amniocentesis ที่ใช้กันในอดีต
ต้องตั้งครรภ์กี่สัปดาห์ถึงตรวจได้
โดยทั่วไปแนะนำให้ตรวจตั้งแต่อายุครรภ์ 8-9 สัปดาห์ขึ้นไป เพราะช่วงนี้ปริมาณ cffDNA ในเลือดแม่มีมากพอให้ห้องแล็บวิเคราะห์ได้แม่นยำ
ถ้าตรวจเร็วเกินไปก่อนสัปดาห์ที่ 7 ปริมาณดีเอ็นเอทารกอาจยังน้อยเกินไป ทำให้ผลไม่แม่นยำหรือต้องเจาะเลือดซ้ำ
NIPT คืออะไร แล้วต่างจากการตรวจดีเอ็นเอพ่อลูกอย่างไร
นี่คือจุดที่คนสับสนกันมากที่สุด เพราะทั้งสองวิธีใช้เลือดแม่เหมือนกัน แต่วัตถุประสงค์ไม่เหมือนกันเลย
NIPT หรือ Non-Invasive Prenatal Testing ถูกออกแบบมาเพื่อคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารก ไม่ใช่เพื่อตรวจสอบว่าใครเป็นพ่อ
Panorama NIPT ตรวจอะไรได้บ้าง
Panorama เป็นหนึ่งในแบรนด์ NIPT ที่ได้รับความนิยม เพราะให้ผลครอบคลุมและมีความแม่นยำสูง สิ่งที่ตรวจได้หลักๆ มีดังนี้
- ตรวจดาวน์ซินโดรม (Trisomy 21) ซึ่งเป็นความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21
- ตรวจ Trisomy 18 และ Trisomy 13 กลุ่มอาการที่รุนแรงกว่าดาวน์ซินโดรม
- ตรวจความผิดปกติของโครโมโซมเพศ เช่น Turner Syndrome
- บอกเพศทารกได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 9 สัปดาห์
- บางแพ็กเกจสามารถตรวจ Microdeletion Syndrome เพิ่มเติม
สังเกตว่าในรายการนี้ไม่มีเรื่อง “ความเป็นพ่อ” อยู่เลย เพราะ Panorama ถูกออกแบบมาเพื่อดูสุขภาพและความสมบูรณ์ทางพันธุกรรมของทารก ไม่ใช่เพื่อยืนยันสายเลือด
ทำไมคนมักสับสนระหว่าง NIPT กับการตรวจสายเลือด
หลายคนได้ยินว่า NIPT ใช้เลือดแม่ตรวจดีเอ็นเอทารกได้ จึงเข้าใจไปเองว่าน่าจะตรวจพ่อได้ด้วยในคราวเดียวกัน
ความจริงคือ ห้องแล็บที่ให้บริการ NIPT ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้บริการตรวจความเป็นบิดาในแพ็กเกจเดียวกัน เพราะเป็นการทดสอบที่ใช้ชุดน้ำยาและวิธีวิเคราะห์ต่างกัน คุณจึงต้องเลือกใช้บริการแยกกันตามความต้องการที่แท้จริง
ถ้าคุณต้องการทั้งสองอย่าง คือทั้งตรวจดาวน์ซินโดรมและตรวจความเป็นบิดา ควรสอบถามสถานพยาบาลหรือห้องแล็บให้ชัดเจนว่าสามารถทำควบคู่กันได้หรือต้องแยกนัดตรวจ

ขั้นตอนการตรวจ DNA พ่อลูกระหว่างตั้งครรภ์
สำหรับคนที่ตัดสินใจแล้วว่าอยากตรวจ ขั้นตอนไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด
- ปรึกษาแพทย์หรือที่ปรึกษาทางพันธุกรรมก่อน เพื่อยืนยันอายุครรภ์และความเหมาะสม
- เก็บตัวอย่างเลือดจากแม่ ประมาณ 10-20 มิลลิลิตร
- เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากชายที่สงสัยว่าเป็นพ่อ อาจเป็นเลือดหรือสวอปกระพุ้งแก้ม
- ส่งตัวอย่างไปยังห้องแล็บที่มีมาตรฐานรับรอง เช่น ISO 15189 หรือ CAP
- รอผลประมาณ 5-10 วันทำการ ขึ้นอยู่กับแต่ละห้องแล็บ
บางกรณีที่มีชายที่ต้องสงสัยหลายคน ห้องแล็บบางแห่งรองรับการตรวจเทียบกับหลายตัวอย่างพร้อมกัน แต่ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนตัวอย่าง
ความแม่นยำและความปลอดภัย
ผลการตรวจด้วยวิธี Non-Invasive Prenatal Paternity Test มีความแม่นยำสูงถึง 99.9% ในกรณีที่ผลออกมาว่า “เป็นพ่อ”
ส่วนกรณีที่ผลออกมาว่า “ไม่ได้เป็นพ่อ” ความแม่นยำอยู่ที่ 100% เพราะการไม่ตรงกันของดีเอ็นเอในหลักร้อยตำแหน่งเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนกว่า
เรื่องความปลอดภัยไม่ต้องกังวลเลย เพราะเป็นการเจาะเลือดจากแขนแม่แบบทั่วไป เหมือนตรวจเลือดตามปกติที่โรงพยาบาล ไม่มีการแทงเข็มเข้าใกล้ทารกหรือถุงน้ำคร่ำแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่อาจทำให้ผลไม่แม่นยำมีอยู่บ้าง เช่น กรณีตั้งครรภ์แฝดที่มีพ่อคนละคน หรือกรณีที่แม่เพิ่งได้รับการถ่ายเลือดมาก่อนหน้านี้ไม่นาน ควรแจ้งข้อมูลเหล่านี้กับทีมแพทย์ก่อนตรวจ
ควรเตรียมตัวและเลือกสถานที่ตรวจอย่างไร
การเลือกที่ตรวจสำคัญไม่น้อยกว่าตัวเทคโนโลยี เพราะผลตรวจนี้อาจมีผลกระทบทางกฎหมายหรือทางความสัมพันธ์ในครอบครัว
สิ่งที่ควรเช็กก่อนตัดสินใจมีดังนี้
- ห้องแล็บมีใบรับรองมาตรฐานสากลหรือไม่
- มีบุคลากรทางการแพทย์ให้คำปรึกษาก่อนและหลังตรวจหรือเปล่า
- ผลตรวจสามารถใช้อ้างอิงทางกฎหมายได้หรือไม่ ถ้าจำเป็น
- ค่าใช้จ่ายรวมทุกขั้นตอนเท่าไหร่ มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงหรือไม่
หากคุณกำลังพิจารณาตรวจ NIPT อย่าง Panorama ควบคู่ไปด้วย ลองสอบถามว่าสถานพยาบาลมีแพ็กเกจรวมที่ครอบคลุมทั้งการตรวจดาวน์ซินโดรมและการตรวจความเป็นบิดาในการเจาะเลือดครั้งเดียวหรือไม่ จะช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย
ความไม่แน่ใจเรื่องสายเลือดในระหว่างตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่กดดันจิตใจได้มาก แต่โชคดีที่วิทยาศาสตร์ตอนนี้ให้คำตอบได้โดยไม่ต้องแลกกับความเสี่ยงของทารกในท้อง
สิ่งที่ควรทำตอนนี้คือโทรปรึกษาสถานพยาบาลที่มีบริการตรวจดีเอ็นเอพ่อลูกแบบไม่รุกล้ำ สอบถามรายละเอียดให้ครบก่อนตัดสินใจ แล้วให้ผลตรวจที่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของความชัดเจน ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความสัมพันธ์ในครอบครัว